AI อยู่รอบตัวเรา ‘10 สถานการณ์’ ในชีวิตประจำวันที่คุณอาจไม่รู้ว่าเกี่ยวกับ AI | เดลินิวส์ (original) (raw)
เช้าวันธรรมดาของคนไทยคนหนึ่งอาจเริ่มต้นแบบเรียบง่ายมาก เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นจากมือถือ มือเอื้อมไปปิดปลุกแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น หน้าจอสว่างขึ้นมา แจ้งเตือนข่าว ฝนตก รถติด โปรโมชันกาแฟ ข้อความจากที่ทำงาน และคลิปสั้นที่ถูกคัดสรรจากอัลกอริทึมที่คาดเดาว่า “คุณน่าจะชอบ”
ทุกอย่างดูเป็น “กิจวัตรธรรมดา” จนเราแทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษ แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ หลายอย่างมีสิ่งที่เรียกว่า AI ทำงานอยู่เงียบ ๆ แต่กลับส่งผลลัพธ์ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ในสายตาคนทั่วไป AI มักถูกนึกถึงผ่านหนังไซไฟ หุ่นยนต์ หรือแชตบอต ซึ่งดูเป็นโลกอนาคตที่ไกลเกินกว่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ จะเอื้อมถึง แต่วันนี้โลกก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีแบบเต็มสูบ AI จึงเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม หลายครั้งก็แฝงอยู่ในระบบที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่มือถือ แอปฯ ธนาคาร ฟีดโซเชียล แผนที่ออนไลน์ แอปฯ สั่งอาหาร ระบบแนะนำสินค้า เครื่องมือทำงาน ไปจนถึงระบบเตือนภัยและบริการสาธารณะ
หากจะพูดว่าเราใช้ชีวิตธรรมดาเรียบง่าย ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีเท่าไหร่นัก อาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียแล้ว
ข้อมูลจาก OECD ระบุว่าในปี 2025 ผู้คนในประเทศสมาชิก OECD มากกว่า 1 ใน 3 ใช้เครื่องมือ Generative AI แล้ว ขณะเดียวกันไทยเองก็มีกรอบการพัฒนา AI ระดับประเทศเพื่อผลักดันการใช้ AI ในบริการสาธารณะ สุขภาพ การศึกษา การเงิน ความปลอดภัย และเกษตรกรรม
พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้เราไม่ได้ “สรรหา AI มาใช้” AI ก็อาจเข้ามาอยู่ในชีวิตเราอยู่ดี เพราะคนรอบตัว ธุรกิจ แพลตฟอร์ม และหน่วยงานต่าง ๆ ต่างนำ AI มาใช้เพื่อให้บริการเร็วขึ้น แม่นขึ้น และสะดวกขึ้น วันนี้เราจึงไม่ตั้งคำถามว่า “เราใช้ AI หรือยัง” แต่เปลี่ยนเป็น “เรารู้ตัวไหมว่า AI กำลังอยู่ตรงไหนของชีวิตเราบ้าง? และเราจะปรับสมดุลชีวิตอย่างไรให้เหมาะสม?”
ลองตามติดชีวิตหนึ่งวัน แล้วดูว่า AI แอบเดินไปกับเรากี่ก้าว
อย่างที่กล่าวไป AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว ลองมาดูกันเถอะว่าใน 1 วัน เราใกล้ชิดและพึ่งพา AI ในกิจกรรมใดบ้าง แล้วมาคิดต่อกันว่าหากไม่มี AI เรายังจะสามารถทำกิจกรรมนั้นต่อไปได้หรือไม่?
1. ตื่นเช้า โทรศัพท์คือสิ่งที่พบหน้าเราก่อนคนในครอบครัว
ทันทีที่หยิบมือถือขึ้นมา หลายคนปลดล็อกด้วยใบหน้า นิ้วมือ หรือรหัสที่ระบบช่วยป้องกันความเสี่ยงอยู่เบื้องหลัง การสแกนใบหน้าอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับ AI และการเรียนรู้เชิงลึกที่ช่วยวิเคราะห์ลักษณะใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ระบบนี้เรียกว่า Facial Recognition โดยทาง ETDA ได้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ระบบนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและความเร็วในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล แต่…ก็มีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความเสี่ยงจากข้อมูลชีวมิติรั่วไหล การโจมตีแบบปลอมแปลง และประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวและความยินยอม
พูดแบบใกล้ตัวและง่ายเข้าไปอีก คือ ใบหน้าของเราไม่ได้เป็นแค่ “หน้าเรา” อีกต่อไป แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้เปิดมือถือ เข้าแอปฯ ต่าง ๆ ทำธุรกรรม และยืนยันว่า “เราเป็นเรา” ดังนั้นความสะดวกนี้จึงควรมาพร้อมความระวังเสมอ
หากไม่มี Facial Recognition เราจะยังใช้โทรศัพท์ได้สะดวกอยู่หรือไม่? คำตอบคือได้แน่นอน เพียงหันกลับไปใช้แบบสแกนลายนิ้วมือหรือกดรหัสด้วยตัวเอง แต่หากในกรณีที่มือเปื้อน เปียก หรือระบบสแกนลายนิ้วไม่เสถียร การใช้ระบบสแกนใบหน้าก็ถือเป็นอีกวิธีที่สะดวกมากในบางสถานการณ์

2. เช็กอากาศก่อนออกจากบ้าน วันนี้ควรพกร่ม หรือควรเสี่ยงดวง?
ก่อนออกจากบ้าน หลายคนอาจมีจังหวะคล้าย ๆ กัน คือเปิดมือถือเช็กฝน เช็ก PM2.5 เช็กอุณหภูมิ หรือดูพยากรณ์อากาศรายชั่วโมง ก่อนตัดสินใจว่าจะหยิบร่ม ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือควรเรียกรถแทนการเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า
ระบบพยากรณ์อากาศยุคใหม่ไม่ได้อาศัยแค่การคาดเดาจากประสบการณ์หรือการมองท้องฟ้าเหมือนในอดีต แต่ต้องพึ่งพาข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลายแหล่ง ทั้งดาวเทียม เรดาร์ เซนเซอร์ภาคพื้นดิน แบบจำลองสภาพอากาศ และข้อมูลสังเกตการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำมาประมวลผลร่วมกันในการคาดการณ์แนวโน้มฝน ลม อุณหภูมิ หรือสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้คน
ในบริบทนี้ WMO หรือองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่า AI และ Machine Learning หรือ ML กำลังเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริมระบบพยากรณ์อากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยช่วยเสริมการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เพิ่มความเร็วและความละเอียดของการประมวลผล และสนับสนุนการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้สามารถสื่อสารความเสี่ยงจากสภาพอากาศได้รวดเร็วและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น
สำหรับคนทั่วไป สิ่งนี้อาจแปลออกมาเป็นคำถามง่าย ๆ ว่า “วันนี้ควรพกร่มไหม” แต่หากมองในระดับประเทศ ระบบพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพอาจหมายถึงการช่วยให้ชุมชน หน่วยงาน และประชาชนเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศได้เร็วขึ้น ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสในการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากมีแนวโน้มฝนตกหนัก พายุ หรือคลื่นลมแรง ชาวประมงอาจตัดสินใจไม่ออกเรือ ในขณะที่เกษตรกรอาจเตรียมตัวปกป้องผลผลิต หรือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอาจวางแผนเดินทางและรับมือได้ทันเวลา
แล้วถ้าไม่มี AI เราจะรู้เรื่องฝนฟ้าอากาศได้ไหม? คำตอบคือได้แน่นอน เราอาจดูข่าวพยากรณ์อากาศ ฟังประกาศจากหน่วยงานรัฐ มองท้องฟ้า สังเกตลม หรือใช้ประสบการณ์ส่วนตัว แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือความเร็ว ความละเอียด และความเฉพาะพื้นที่อาจลดลง จากที่เคยรู้ว่าอีก 20 นาทีฝนอาจตกแถวออฟฟิศ ก็อาจเหลือเพียงการคาดเดากว้าง ๆ ว่า “วันนี้ฝนน่าจะตก” ดังนั้น AI จึงไม่ได้ทำให้มนุษย์เลิกสังเกตธรรมชาติ แต่ช่วยให้เรามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้นก่อนก้าวออกจากบ้านต่างหาก
3. เดินทางไปทำงาน แผนที่ไม่ได้แค่บอกทาง แต่ช่วยเลือกทางให้เราด้วย
ในระหว่างการเดินทาง แอปฯ แผนที่หรือแอปฯ เรียกรถมักแนะนำเส้นทางที่เร็วกว่า เลี่ยงรถติด คาดการณ์เวลาถึงที่หมาย รวมถึงคำนวณราคาโดยสารให้ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้เกิดจากการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ทั้งตำแหน่งรถ ความหนาแน่นของถนน เวลาเดินทางในอดีต อุบัติเหตุบนเส้นทาง และพฤติกรรมการใช้งานของผู้คน
ในมุมผู้ใช้ เราอาจแค่กด “ไปที่ทำงาน” แล้วทำตามเส้นสีฟ้าบนแผนที่ แต่ในมุมของระบบ ข้อมูลกำลังถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ว่าเส้นทางไหนน่าจะดีที่สุดในเวลานั้น ดังนั้น AI ในสถานการณ์นี้จึงไม่ใช่หุ่นยนต์พูดได้ แต่เป็นผู้ช่วยเงียบ ๆ ที่ทำให้เราตัดสินใจเร็วขึ้น
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังเดินทางได้ไหม? คำตอบคือได้อยู่แล้ว เพราะก่อนยุคแผนที่ออนไลน์ ผู้คนก็เดินทางได้ด้วยการจำทาง ดูป้าย ถามคนแถวนั้น เปิดแผนที่กระดาษ ฟังรายงานจราจร หรือเผื่อเวลาเดินทางมากขึ้น แต่สิ่งที่หายไปคือการคาดการณ์แบบเรียลไทม์ เช่น ถนนเส้นนี้ติดเพราะอุบัติเหตุหรือไม่ มีทางเลือกอื่นที่เร็วกว่าไหม หรือรถจะมาถึงในอีกกี่นาที พูดง่าย ๆ คือ เราเดินทางได้ถ้าไม่มี AI เพียงแต่ต้องกลับไปใช้ “ทักษะมนุษย์ดั้งเดิม” มากขึ้น ทั้งการวางแผนล่วงหน้า การสังเกตเส้นทาง และการเผื่อเวลาให้ชีวิต

4. สั่งกาแฟหรืออาหาร เมนูที่โผล่ขึ้นมาอาจไม่ได้บังเอิญ
เมื่อถึงออฟฟิศแล้วอยากสั่งกาแฟ เปิดดูแอปฯ เดลิเวอรีแล้วเจอการแนะนำร้านเดิม เมนูใกล้เคียง หรือโปรโมชันที่ดูเหมือนรู้ใจ แท้จริงนี่คือระบบแนะนำที่เรียนรู้จากพฤติกรรมของเรา เช่น เคยสั่งอะไร ชอบช่วงราคาแบบไหน อยู่ย่านใด กดดูร้านไหนนานเป็นพิเศษ หรือเคยใช้คูปองแบบใด
ความสะดวกคือเราเจอของที่อยากกินเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน แต่สิ่งที่ควรคิดต่อคือ ทุกการคลิก ทุกการค้นหา ทุกเมนูที่ใส่ตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงิน อาจกลายเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ระบบเข้าใจเรามากขึ้น
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) ของสหรัฐฯ เคยเผยผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับ “surveillance pricing” ว่าข้อมูลอย่างตำแหน่งที่อยู่ ประวัติการท่องเว็บ รูปแบบการช้อปปิง หรือแม้แต่พฤติกรรมบนหน้าเว็บ อาจถูกใช้เพื่อกำหนดข้อเสนอหรือราคาที่แตกต่างกันสำหรับผู้บริโภคแต่ละคน
ของที่ “ใช่” จึงอาจไม่ได้มาจากโชคชะตาอย่างเดียว แต่อาจมาจากข้อมูลที่เราทิ้งไว้ระหว่างทาง
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังสั่งอาหารหรือซื้อกาแฟได้ไหม? คำตอบคือได้แน่นอน เราอาจเดินไปร้านประจำ โทรสั่งร้านที่รู้จัก หรือเลือกเมนูจากหน้าร้านด้วยตัวเองเหมือนเดิม สิ่งที่หายไปคือความเฉพาะตัวของคำแนะนำ เช่น ร้านที่ระบบคิดว่าเราน่าจะชอบ เมนูที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยสั่ง หรือโปรโมชันที่พอดีกับพฤติกรรมของเรา
5. เปิดแอปฯ ธนาคาร ระบบช่วยจับความผิดปกติก่อนเงินจะหาย
ช่วงพักกลางวัน เราโอนเงิน จ่ายบิล เติมเงิน หรือซื้อของออนไลน์ผ่าน Mobile Banking เบื้องหลังความเร็วไม่กี่วินาที มีระบบความปลอดภัยคอยตรวจจับความผิดปกติอยู่
ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่ามาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินครอบคลุมการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือ เช่น การยกระดับความปลอดภัยของแอปฯ ธนาคาร การจำกัดบัญชี Mobile Banking ต่ออุปกรณ์ และการใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า
ในอีกด้านหนึ่ง ธปท. ยังมีแนวนโยบายเรื่องการบริหารความเสี่ยงของการใช้งาน AI สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน โดยชี้ว่าระบบ AI อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล หากข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ไม่ถูกต้อง ไม่หลากหลาย หรือระบบมีช่องโหว่จนข้อมูลสำคัญรั่วไหลได้
ดังนั้น เทคโนโลยีและ AI ในภาคการเงินจึงมีทั้งด้านที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และด้านที่ต้องถูกกำกับให้รัดกุม เพราะการตัดสินใจทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้ระบบทำงานแบบไร้การตรวจสอบ
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังทำธุรกรรมทางการเงินได้ไหม? คำตอบคือแน่นอน เพียงแต่เราอาจไปธนาคาร ใช้ตู้ ATM โอนเงินผ่านช่องทางเดิม หรือทำธุรกรรมด้วยเอกสารและเจ้าหน้าที่เหมือนในอดีต แต่สิ่งที่หายไปคือความรวดเร็วในการตรวจจับความผิดปกติแบบทันทีทันใด เช่น ระบบเตือนธุรกรรมเสี่ยง การตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่คุ้นเคย หรือการประเมินความเสี่ยงจากรูปแบบการโอนเงินจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การมี AI คอยช่วยดูแลไม่ได้แปลว่าเราจะวางใจได้ทั้งหมด เพราะมิจฉาชีพเองก็ใช้เทคโนโลยีเก่งขึ้นเช่นกัน สุดท้ายเจ้าของบัญชีจึงยังต้องมีสติ ไม่กดลิงก์แปลก ไม่โอนเงินเพราะถูกเร่งเร้า และตรวจสอบข้อมูลก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง เพราะ AI เป็นแค่ด่านหน้า แต่ด่านสุดท้ายยังต้องเป็น “สติ” ของเรานั่นเอง

6. พักดูโซเชียล ฟีดที่ไหลไม่หยุดอาจกำลังเรียนรู้เราอยู่
การเลื่อนโซเชียลช่วงพักกลางวัน แค่ดูคลิปทำอาหารหนึ่งคลิป ไม่นานฟีดก็เต็มไปด้วยสูตรอาหาร หม้อทอดไร้น้ำมัน และร้านวัตถุดิบใกล้บ้าน ระบบแนะนำคอนเทนต์ทำหน้าที่เหมือนบรรณาธิการส่วนตัวที่เลือกว่าจะให้เราเห็นอะไรเป็นลำดับต่อไป
ความสนุกคือเราเจอเรื่องที่ชอบเร็วขึ้น ส่วนความเสี่ยงคือเราอาจถูกพาเข้าไปอยู่ใน “ห้องสะท้อนความสนใจ” เห็นแต่สิ่งที่คล้ายกับสิ่งที่เคยชอบ เคยเชื่อ หรือเคยหยุดดูนาน ๆ
ข้อมูลจาก OECD ระบุหลักการ AI ที่น่าเชื่อถือว่าควรเคารพสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ หลักคิดนี้สำคัญมากในยุคที่ระบบอัลกอริทึมมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราเห็น คิด และตัดสินใจในแต่ละวัน หากพูดง่าย ๆ คือ อย่าให้ฟีดรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังใช้โซเชียลได้ไหม? คำตอบคือได้แน่นอน เราอาจเห็นโพสต์ตามลำดับเวลา เลือกติดตามเพจเอง ค้นหาคอนเทนต์เอง หรือรับข่าวสารจากแหล่งที่เราเลือกโดยตรง แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ฟีดอาจไม่ลื่น ไม่แม่น ไม่รู้ใจ และไม่ดึงให้เราอยู่กับหน้าจอได้นานเท่าปัจจุบัน แต่นั่นอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว เพราะเมื่อไม่มีระบบคอยเลือกให้ เราอาจได้กลับมาเป็นคนเลือกเองมากขึ้นว่าอยากเห็นอะไร อยากเชื่ออะไร และอยากใช้เวลากับเรื่องไหน
การมี AI ทำให้โซเชียลสนุกขึ้น แต่ก็ทำให้เราต้องรู้เท่าทันมากขึ้นด้วยว่า สิ่งที่เห็นบ่อยไม่ได้แปลว่าจริงกว่าเสมอ และสิ่งที่ถูกใจเราอาจไม่ใช่สิ่งที่ครบถ้วนที่สุดเสมอไป
7. เรียนหรือหาข้อมูล เมื่อ AI กลายเป็นติวเตอร์ส่วนตัว
นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานหลายคนอาจใช้ AI ช่วยแปลภาษา สรุปบทเรียน อธิบายศัพท์ยาก ๆ ร่างอีเมล หรือจัดไอเดียก่อนทำพรีเซนต์ จากเดิมที่ต้องเปิดหลายเว็บ อ่านหลายหน้า ตอนนี้แค่พิมพ์คำถามก็ได้คำตอบภายในไม่กี่วินาที
UNESCO ได้จัดทำกรอบสมรรถนะ AI สำหรับนักเรียน โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบและสร้างสรรค์ในยุค AI ไม่ใช่แค่ใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องเข้าใจจริยธรรม เทคนิค การประยุกต์ใช้ และการออกแบบระบบ AI อย่างเหมาะสม
นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะ AI ไม่ได้ทำให้การเรียนรู้หมดความหมาย แต่ทำให้ “วิธีเรียนรู้” เปลี่ยนไป คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่ลอกคำตอบจาก AI ได้เร็วที่สุด แต่เป็นคนที่ตั้งคำถามดี ตรวจสอบคำตอบเป็น และรู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อ เมื่อไรควรสงสัย
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังเรียนหรือหาข้อมูลได้ไหม? คำตอบคือได้แน่นอน เราอาจกลับไปอ่านหนังสือ ค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ถามครู อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือใช้เวลาเรียบเรียงความเข้าใจด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็น “ทักษะสำคัญมาก” แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทด้านความเร็วและความสะดวก ช่วยย่นเวลาจากการเริ่มต้นหน้ากระดาษเปล่า ช่วยอธิบายเรื่องยากให้ง่ายขึ้น หรือช่วยเปิดมุมคิดใหม่ ๆ แต่สิ่งที่ AI แทนไม่ได้ทั้งหมดคือ “ความเข้าใจจริง การคิดวิเคราะห์ และความรับผิดชอบ” ต่อสิ่งที่เรานำไปใช้
เพราะฉะนั้น AI อาจเป็นติวเตอร์ที่เก่งมาก แต่ผู้เรียนยังต้องเป็นคนจับปากกาเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ติวเตอร์ทำข้อสอบแทนทั้งหมด

8. ใช้ทำงาน มนุษย์เปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ AI สู่ผู้กำกับ AI
ในที่ทำงาน AI อาจช่วยสรุปรายงาน ถอดเทปประชุม ทำสไลด์ คิดหัวข้อคอนเทนต์ วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เขียนโค้ดเบื้องต้น และทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลาย ๆ อย่าง อีกทั้งการมาของ Generative AI ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กรยุคดิจิทัล แต่การใช้งานก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และผลกระทบต่อพนักงานและสังคม
ETDA ได้อธิบายถึง Agentic AI หรือ AI เจนใหม่ที่เริ่มมีความสามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำเองได้มากขึ้น ซึ่งทำให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สั่งงาน” ไปสู่ “ผู้กำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบ” มากขึ้น
ดังนั้น ในโลกการทำงานยุคใหม่ การใช้ AI เป็นอาจยังไม่พอ แต่ต้องใช้ให้ปลอดภัย ใช้ให้เหมาะสมกับบริบท และใช้โดยไม่ทิ้งวิจารณญาณของมนุษย์ไว้ข้างหลัง
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังทำงานได้ไหม? คำตอบคือได้ เพราะก่อนมี AI คนก็เขียนรายงาน ทำสไลด์ ประชุม วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างงานสร้างสรรค์กันได้อยู่แล้ว เพียงแต่อาจใช้เวลามากขึ้น ต้องพึ่งพาทักษะของคนมากขึ้น และต้องจัดลำดับงานด้วยตัวเองมากขึ้น
การมี AI ทำให้บางงานเร็วขึ้นมาก จากงานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง อาจเหลือไม่กี่นาที หากใช้ถูกวิธี คนทำงานจึงมีโอกาสนำเวลาไปใช้กับงานที่ต้องใช้มนุษย์มากกว่าเดิม เช่น การคิดกลยุทธ์ การตัดสินใจ การเข้าใจบริบทลูกค้า การสื่อสารกับทีม หรือการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ดังนั้น AI จึงไม่ควรถูกมองเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์หยุดคิด แต่ควรถูกใช้เป็นผู้ช่วยที่ทำให้มนุษย์มีเวลาคิดเรื่องสำคัญมากขึ้น
9. ดูแลสุขภาพ AI อาจช่วยอ่านสัญญาณที่เรามองไม่เห็น
ตอนเย็นหลังเลิกงาน หลายคนออกกำลังกายพร้อมสมาร์ตวอตช์ นับก้าว วัดชีพจร ประเมินการนอน หรือรับคำแนะนำสุขภาพเบื้องต้นจากแอปฯ บางระบบอาจใช้ AI ช่วยจับรูปแบบข้อมูลสุขภาพที่เปลี่ยนไป และแจ้งเตือนให้ผู้ใช้สังเกตตัวเองมากขึ้น
ในระดับการแพทย์ WHO ระบุว่า AI ด้านสุขภาพมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะ Large Multi-Modal Models ที่สามารถรับข้อมูลได้หลายแบบ เช่น ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ แต่การใช้ในสุขภาพต้องมีจริยธรรม การกำกับดูแล ความโปร่งใส และการจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบ
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวมาก การให้สิทธิ์แอปฯ เข้าถึงข้อมูลการนอน ชีพจร ตำแหน่ง หรือกิจกรรมประจำวัน จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันสะท้อนชีวิตส่วนตัวของเราได้มากกว่าที่คิด
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังดูแลสุขภาพได้ไหม? ได้แน่นอน เราอาจใช้วิธีพื้นฐาน เช่น สังเกตร่างกายตัวเอง จดบันทึกอาการ นอนให้พอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี หรือปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังสำคัญและจำเป็นเสมอ
AI เข้ามาช่วยในฐานะ “ผู้ช่วยสังเกต” ที่อาจจับสัญญาณบางอย่างได้เร็วขึ้น เช่น รูปแบบการนอนที่เปลี่ยนไป ชีพจรที่ผิดปกติ หรือแนวโน้มสุขภาพที่ควรระวัง แต่ AI ไม่ควรเป็นคำตอบสุดท้ายแทนแพทย์ และไม่ควรถูกใช้ตัดสินสุขภาพจากข้อมูลเพียงด้านเดียว
ดังนั้น การใช้ AI ด้านสุขภาพจึงควรอยู่บนสมดุลที่ดี คือใช้เพื่อช่วยสังเกตตัวเอง แต่ไม่วินิจฉัยตัวเองจนเกินขอบเขต และไม่ลืมว่าข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ควรปกป้องอย่างจริงจัง

10. ก่อนเข้านอน AI ช่วยเลือกหนัง เพลง และคลิปสุดท้ายก่อนจบวัน
ก่อนเข้านอน หลายคนเปิดแพลตฟอร์มดูหนัง ฟังเพลง หรือดูคลิปสั้น ระบบแนะนำเรื่องถัดไป เพลงถัดไป หรือคลิปถัดไปทำให้เรารู้สึกว่า “อีกนิดเดียว” จนบางครั้งนิดเดียวกลายเป็นหนึ่งชั่วโมง
นี่คือ AI ในรูปแบบที่นุ่มนวลที่สุด เพราะมันไม่ได้บอกเราตรง ๆ ว่ากำลังทำงานอยู่ แต่ค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเราชอบจังหวะเพลงแบบไหน ดูซีรีส์แนวใด กดข้ามอะไร และหยุดดูอะไรนานเป็นพิเศษ AI จึงไม่ได้อยู่แค่ตอนเราทำงานหรือทำธุรกรรม แต่เดินตามเราจนถึงช่วงพักผ่อน และบางครั้งก็แอบยืมเวลานอนของเราไปด้วย
แล้วถ้าไม่มี AI เรายังดูหนัง ฟังเพลง หรือหาความบันเทิงได้ไหม? ได้แน่นอน เราอาจเลือกจากรายการยอดนิยม ถามเพื่อน อ่านรีวิว เปิดวิทยุ ดูทีวี หรือสุ่มเลือกเองเหมือนในอดีต สิ่งที่หายไปคือความลื่นไหลของคำแนะนำที่ต่อเนื่องแบบไม่รู้จบ
ชีวิตที่มี AI สะดวกสบายขนาดนี้ แล้วทำไมเราต้องสนใจว่ามีมันอยู่รอบตัว?
จากทั้ง 10 สถานการณ์จะเห็นว่า หากไม่มี AI เราก็ยังใช้ชีวิตได้ ตื่นนอน เดินทาง ทำงาน กินข้าว เรียนหนังสือ โอนเงิน ดูแลสุขภาพ และพักผ่อนได้เหมือนเดิม เพราะหลายอย่างเคยเกิดขึ้นมาก่อนยุค AI อยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ AI ทำให้กิจกรรมเหล่านี้ “เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แม่นขึ้น และเป็นส่วนตัวมากขึ้น” จนหลายครั้งเราแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังพึ่งพาระบบอยู่
เราไม่ต้องจำทางเอง เพราะแผนที่เลือกเส้นทางให้ เราไม่ต้องคิดเมนูนาน เพราะแอปฯ แนะนำร้านให้ เราไม่ต้องไล่ค้นข้อมูลหลายหน้า เพราะ AI สรุปให้ เราไม่ต้องเลือกหนังเอง เพราะแพลตฟอร์มจัดมาให้ และเราไม่ต้องสังเกตบางความผิดปกติเอง เพราะระบบช่วยเตือนให้
จากที่กล่าวมาฟังดูสะดวกมาก และหลายอย่างก็เป็นประโยชน์จริง แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อ AI ช่วยเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เรากำลังแลกความสะดวกนั้นด้วยอะไรบ้าง?
บางครั้งเราไม่ได้จ่ายด้วยเงินโดยตรง แต่จ่ายด้วยข้อมูล ความสนใจ เวลา และการตัดสินใจบางส่วนของเรา เช่น ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ ประวัติการค้นหา รูปภาพ ใบหน้า พฤติกรรมการซื้อของ เวลาที่เราใช้กับคอนเทนต์ หรือแม้แต่ข้อมูลสุขภาพที่สะท้อนชีวิตส่วนตัวของเรามากกว่าที่คิด
ลองนึกถึงสิ่งที่เราเผลอกดยอมรับโดยไม่อ่าน เช่น อนุญาตให้แอปฯ เข้าถึงตำแหน่งตลอดเวลา อนุญาตให้ใช้ไมโครโฟน กล้อง รายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ ประวัติการค้นหา หรือพฤติกรรมการใช้งาน บางสิทธิ์จำเป็นต่อบริการจริง แต่บางสิทธิ์อาจมากเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่แอปฯ นั้นต้องทำ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น
• แอปฯ แต่งรูปอาจต้องเข้าถึงรูปภาพ แต่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งตลอดเวลาหรือไม่?
• แอปฯ ไฟฉายจำเป็นต้องเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อหรือเปล่า?
• แอปฯ สุขภาพจำเป็นต้องแชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สามมากแค่ไหน?
• แอปฯ ช้อปปิงจำเป็นต้องติดตามพฤติกรรมข้ามเว็บไซต์ เพื่อเสนอราคาหรือโปรโมชันที่แตกต่างกันหรือไม่?
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การใช้ AI และบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ความยินยอม และขอบเขตที่เราควรกำหนดให้เทคโนโลยีเข้าถึงชีวิตของเราได้อย่างเหมาะสม
AI จึงเหมือนเพื่อนที่เก่งมาก ช่วยจำ ช่วยคิด ช่วยแนะนำ ช่วยเตือน และช่วยลดภาระ แต่เพื่อนที่รู้จักเรามากเกินไปก็ต้องมีขอบเขต เราต้องรู้ว่าเขารู้อะไรเกี่ยวกับเรา ใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร และเราสามารถปฏิเสธหรือถอยออกมาได้เมื่อไร
ต้องอยู่กับ AI ให้เป็น ไม่ใช่แค่ใช้ AI ให้คล่อง
AI วันนี้อาจช่วยแปลภาษา แต่ AI วันหน้าอาจช่วยวางแผนงานทั้งโปรเจกต์
AI วันนี้อาจช่วยเลือกเพลง แต่ AI วันหน้าอาจช่วยตัดสินใจเรื่องการเงิน การเรียน สุขภาพ หรืออาชีพมากขึ้น
AI วันนี้อาจแค่แนะนำเส้นทาง แต่ AI วันหน้าอาจมีบทบาทกับการออกแบบบริการสาธารณะ การศึกษา การแพทย์ และความปลอดภัยของสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่า “เราจะหนี AI ได้ไหม” เพราะในความเป็นจริง การหนี AI ทั้งหมดแทบเป็นไปได้ยากมากในโลกที่ระบบต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา จึงต้องถามคำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราจะอยู่กับ AI อย่างไรให้ปลอดภัย สมดุล และยังเป็นเจ้าของการตัดสินใจของตัวเอง”
คำถามนี้ทำให้ Digital Literacy และ AI Literacy เป็นทักษะที่มีความสำคัญยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่ทักษะของคนสายเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นทักษะชีวิตของคนยุคนี้ ทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานว่า AI คืออะไร ใช้ข้อมูลแบบไหน อาจผิดพลาดตรงไหน มีอคติได้อย่างไร และเราควรตรวจสอบผลลัพธ์อย่างไร
จากรู้ว่า AI อยู่รอบตัว สู่รู้ทัน AI ในชีวิตจริง กับ EDC Plus
เมื่อ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA จึงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Digital Literacy และ AI Literacy ผ่านโครงการ ETDA Digital Citizen หรือ EDC ที่มุ่งสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ยกระดับความรู้ ความตระหนัก และทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ มั่นคง ปลอดภัย และรู้เท่าทันโลกออนไลน์
ต่อยอดจากแนวคิดดังกล่าว ETDA ได้พัฒนาหลักสูตร EDC Plus เพื่อให้คนไทย แม้ไม่มีพื้นฐานด้านดิจิทัลมาก่อน ก็สามารถเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัลได้ โดยปรับเนื้อหาให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น AI การดูแลข้อมูลส่วนบุคคล Digital ID มารยาทในโลกดิจิทัล และลิขสิทธิ์ออนไลน์
EDC Plus จึงไม่ใช่แค่หลักสูตรสอนใช้เทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนค่อย ๆ สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้ตัวเอง ตั้งแต่การเข้าใจตัวตนบนโลกออนไลน์ การป้องกันภัยไซเบอร์ การใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน ไปจนถึงการสื่อสารและแชร์ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ
เพราะสุดท้ายแล้ว AI อาจอยู่รอบตัวเราในทุกจังหวะของวัน แต่คนที่ควรเป็นเจ้าของการตัดสินใจ เจ้าของข้อมูล และเจ้าของชีวิตดิจิทัลของตัวเอง ก็ยังควรเป็น “เรา” ไม่ใช่ระบบใดระบบหนึ่งที่ทำงานอยู่หลังหน้าจอ